วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559

การเขียนข่าวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ


ข่าวสารนับเป็นปัจจัย สำคัญอีกประการหนึ่ง ต่อการบริหารงานประชาสัมพันธ์ การที่จะสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน จำเป็นต้องมีข่าวสารที่ดี ที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม การเลือกข่าวสารสำหรับเผยแพร่ จึงจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังให้องค์กรได้รับประโยชน์จากการเผยแพร่ข่าว สารทุกครั้ง ขณะเดียวกัน สิ่งที่ควบคู่กับข่าวสารก็คือ เครื่องมือสื่อสารที่เหมาะสม ซึ่งต้องมีการเลือกให้ถูกต้องเช่นกัน ข่าวสารที่มีมีคุณค่าต่อสังคม และใช้เทคนิคในการเขียนให้สอดคล้องกับแบบฉบับของสื่อแต่ละประเภท ย่อมจะได้รับการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง ข่าว คือการรายงานข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนความคิดเห็นของบุคคลสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ
ซึ่งประชาชนให้ความสำคัญและสนใจ รวมทั้งมีผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก สำหรับนักประชาสัมพันธ์ ข่าวก็คือหัวใจของงานประชาสัมพันธ์ ที่จะรายงานภารกิจ ความก้าวหน้าของหน่วยงานให้สาธารณชนทราบ การเขียนข่าวเป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ และต้องมีเทคนิคในการสร้างความเข้าใจและความสนใจแก่ประชาชน ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการประชาสัมพันธ์ ยังขึ้นอยู่กับความถี่ของผลงานข่าว ที่นำเสนอในสื่อต่างๆ
แหล่งที่มาของข่าว ข่าวเกิดจากเหตุการณ์และกิจกรรมดังต่อไปนี้
  1. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
  2. กิจกรรมที่วางแผนไว้
  3. ความพยายามของผู้สื่อข่าว ข่าวประชาสัมพันธ์ เป็นข่าวเชิงบวกและสร้างสรรค์บนพื้นฐานของความจริงที่เกิดจากกิจกรรมของหน่วยงาน
องค์ประกอบของข่าว
   การเขียนข่าวสารที่จะประชาสัมพันธ์ หรือสารที่จะสื่อออกไปยังสื่อมวลชน ควรมีสาระสำคัญหรือองค์ประกอบ ที่เรียกว่า “5 W 1 H ” ดังต่อไปนี้
  1. ใคร (Who) ใครคือบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข่าว
  2. ทำอะไร (What) เกิดอะไรขึ้น การกระทำหรือเหตุการณ์ใดที่สำคัญ
  3. ที่ไหน (Where) การกระทำหรือเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นที่ไหน
  4. เมื่อไร (When) การกระทำหรือเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นวัน เวลาใด
  5. ทำไมและอย่างไร ( Why and How) ทำไมเหตุการณ์นั้นจึงเกิด และเกิดขึ้นได้อย่างไร
  6. ข้อมูลประกอบอื่นๆ เช่น ความเป็นมา
ขั้นตอนในการเขียนข่าว
การเขียนข่าว ผู้เขียนควรปฎิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
  1. หาข้อมูล โดยการค้นคว้า รวบรวมข้อมูล และสัมภาษณ์
  2. วางแผนการเขียน ศึกษากลุ่มเป้าหมายและนโยบายของสื่อที่จะส่งเผยแพร่
  3. ร่างเนื้อหา รูปแบบ ภาษา 
   4. ประเมินผล โดยการอ่านทบทวนด้วยตนเอง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยอ่าน องค์ประกอบการเขียนข่าว การเขียนข่าวหนังสือพิมพ์ ต้องบอกสิ่งสำคัญที่สุดก่อน แล้วจึงบอกสิ่งสำคัญรองลงมา
การเขียนข่าวมีองค์ประกอบสำคัญเรียงลำดับ ดังต่อไปนี้
1. พาดหัวข่าว (headline) เป็นการบอกประเด็นสำคัญของข่าว มักใช้ประโยคที่เป็นข้อความสั้นๆ เพื่อช่วยให้รู้ว่าเป็นข่าวอะไร และมีประเด็นใดน่าสนใจ วิธีการพาดหัวข่าวให้พิจารณาความสำคัญของข่าวนั้นๆ ว่าใคร ทำอะไร เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร และทำไมจึงทำเช่นนั้น ตัวอย่างการเขียนพาดหัวข่า
1.1 แบบ Who นำ เช่น “นายกรัฐมนตรีประชุมชี้แจงเจ้าหน้าที่ ศอ.บต.” “แฝดสยามเพศหญิงเสียชีวิตแล้ว” “กกต.ยืนกรานห้ามจดใหม่ พรรคถูกยุบ”
1.2 แบบ What นำ เช่น “เกิดเพลิงไหม้ที่ย่านชุมชนกลางตลาด” ซึ่งส่วนใหญ่ความสำคัญของข่าวอยู่ที่ การกระทำและผลกระทบ
1.3 แบบ When นำ เช่น “31 พ.ค.ชี้ชะตายุบพรรค” ซึ่งข่าวนี้ความสำคัญอยู่ที่เงื่อนไขของเวลา
1.4 แบบ Where นำ เช่น “เชียงใหม่กลายเป็นเมืองในหมอกจากไฟป่า” ซึ่งคุณค่าของข่าวอยู่ที่สถานที่
1.5 แบบ Why นำ เช่น “เร่งหาสาเหตุหนุ่มคลั่งยิงกราด 3 ศพ กลางตลาดไท” ความสำคัญของข่าวอยู่ที่การตั้งข้อสังเกต เพื่อเพิ่มความอยากรู้ อยากเห็น
1.6 แบบ How นำ เช่น “อยากได้มือถือรุ่นใหม่ วัยรุ่นหาเงินด้วยการขายตัว” ความสำคัญของข่าวอยู่ที่ความเป็นเหตุเป็นผล
2. วรรคนำ เป็นประเด็นสำคัญของเรื่อง คือต้องตอบสนองความสนใจของผู้อ่านว่า Who What When Where Why เขียนด้วยประโยคสรุปเรื่องหรือสรุปประเด็นสำคัญและกระชับ เพื่อขยายพาดหัวข่าว มีความยาวประมาณ 3-6 ประโยค เช่น “สดศรียืนกรานพรรคถูกยุบจดชื่อเดิมไม่ได้ ทนายบอก แม้วพร้อมแก้ปัญหา หาก ทรท.ถูกยุบ ด้านประธาน คมช.ติวเข้มตำรวจ-ทหาร สั่งห้ามใช้อาวุธรับมือม๊อบ”
3. ส่วนเชื่อม เป็นตัวเชื่อมระหว่างวรรคนำกับเนื้อข่าว ส่วนใหญ่เป็นข้อความที่ขยายประเด็นของเรื่อง จะมีหรือไม่มีก็ได้ มักใช้กับข่าวใหญ่ เช่น “ทั้งนี้เป็นการประชุมลับ ห้ามไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในห้องประชุมศาลฎีกา”
4. เนื้อข่าว เป็นการบอกเรื่องที่เหลือจากที่บอกไว้แล้วในวรรคนำ เป็นข้อเท็จจริงที่สนับสนุนหรือขยายความ หรือช่วยให้วรรคนำได้ใจความชัดเจนขึ้น เป็นเรื่องราวทั้งหมดของข่าวที่ตอบคำถาม 5 W และ 1 H มี 2-5 ย่อหน้าตามความเหมาะสม โดยย่อหน้าแรกๆ เป็นรายละเอียดตามวรรคนำ ย่อหน้าสอง อ้างคำพูดผู้ให้สัมภาษณ์ หรือผู้บริหาร เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ย่อหน้าสุดท้าย เสริมข้อมูลเฉพาะที่จำเป็น เช่น “รายงานข่าวแจ้งว่า……………….” นอกจากนี้ตัวอย่างการนำคำพูดมาใช้ในเนื้อข่าว เช่น “ผู้ก่อความไม่สงบกำลังสูญเสียมวลชน เขาหมดโอกาสที่จะเดินไปสู่ความสำเร็จในการแบ่งแยกดินแดน” พันเอกอัคร ทิพโรจน์ โฆษกกองทัพบก กล่าว หรือ ประโยคอ้อม “พันเอกอัคร ทิพโรจน์ กล่าวว่าผู้ก่อความไม่สงบกำลังสูญเสียมวลชน และหมดโอกาสที่จะเดินไปสู่ความสำเร็จในการแบ่งแยกดินแดน” หรือประโยคตรง พันเอกอัคร ทิพโรจน์ โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า “ผู้ก่อความไม่สงบกำลังสูญเสียมวลชน เขาหมดโอกาสที่จะเดินไปสู่ความสำเร็จในการแบ่งแยกดินแดน”
5. ทิ้งท้ายข่าว เป็นการสรุปประเด็นเพื่อดึงดูดความสนใจ ตอกย้ำจุดหมาย ส่วนใหญ่มี ความยาวประมาณ 4-6 ประโยค เช่น “เชิญร่วมกิจกรรมวันงดสูบบุหรี่โลก ในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ และร่วมกันทำความดีถวายในหลวงด้วยการงดสูบบุหรี่”

รูปแบบการเขียนข่าว
            โดยทั่วไปการเขียนข่าวจะมีเพียง 3 ส่วนเท่านั้น ได้แก่ พาดหัวข่าวหรือโปรยหัวข่าว (headline) วรรคนำ เป็นการสรุปเรื่องราว (lead) เนื้อข่าว เป็นรายละเอียดของเหตุการณ์และเรื่องราว (detail) นอกจากนี้รูปแบบการเขียนข่าวทั่วๆ ไป ไม่ว่าข่าวหนังสือพิมพ์ หรือข่าววิทยุโทรทัศน์ มี 3 รูปแบบ ได้แก่ ปีรามิดหัวกลับ ปีรามิดหัวตั้ง และสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงยืนแบบผสม ซึ่งใช้ในรูปแบบของข่าวที่แตกต่างกันดังนี้
  1. แบบปิรามิดหัวกลับ (inverted pyramid) เป็นการนำเสนอข่าวโดยลำดับประเด็นสำคัญจากมากไปหาน้อย ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ในการอยากรู้อยากเห็นสิ่งสำคัญก่อน ส่วนรายละเอียดไว้ทีหลัง ประกอบด้วย ข่าวพาดหัว วรรคนำ ส่วนเชื่อม และส่วนของเนื้อเรื่อง เรียงตามลำดับความสำคัญ เป็นการเขียนข่าว โดยเริ่มด้วยความนำที่เป็นประเด็นสำคัญของเรื่อง และส่วนเชื่อมที่โยงความสัมพันธ์ระหว่างความนำกับเนื้อหา ที่มีความสำคัญรองลงมา ส่วนเนื้อหา จะเป็นส่วนประกอบที่ให้รายละเอียดของเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้ง หมด
  2.  แบบปิระมิดหัวตั้ง (upright pyramid) จะเรียงลำดับข้อมูลที่มีความสำคัญน้อยไปหามากที่สุด (climax) เพื่อให้ผู้อ่านมีความอยากรู้ เริ่มจากประเด็นที่ไม่มีความสำคัญมากนัก แล้วค่อยๆ เพิ่มประเด็นที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงประเด็นสำคัญที่สุด มักจะใช้ในเรื่องที่มีเงื่อนงำ เชิงสืบสวน สอบสวน ปัจจุบันไม่นิยมใช้
  3.  แบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทรงยืนแบบผสม (combination) มักใช้เขียนข่าวที่ไม่ค่อยสำคัญ เป็นข่าวสั้นๆ เริ่มจากส่วนเชื่อม หรือจากเนื้อเรื่องข่าว หลังจากพาดหัวข่าวแล้ว ไม่มีความนำ ความสำคัญของข่าวเท่าเทียมกัน ตั้งแต่ต้นจนจบเนื้อเรื่องของข่าว มักจะเขียนแบบเสนอข้อเท็จจริง


เอกสารอ้างอิง 
 วิจิตร ภักนิกร /วันที่ 3 พ.ค. 2553 / 5 มีนาคม 52559

วารสารศาศตร์คืออะไร? รู้แล้วคุณอาจสนใจ



อนึ่ง ก่อนเราจะไปกันต่อ ขอแก้ไขความเข้าใจผิดทั้งปวงว่า คณะนี้ จบมาแล้วทำบรรณารักษ์ ไม่ใช่ค่ะ!คณะที่จบมาแล้วทำบรรณารักษ์น่ะมี แต่ไม่ใช่คณะเราแน่นอน
อะสอง ข้อมูลเบื้องต้น คณะวารสารฯ ก่อตั้งมาแล้วกว่าหกสิบปี โดยเริ่มต้นจากการเป็น แผนกวารสารศาสตร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มาก่อน เริ่มแรกเนี่ยจะเน้นเรียนสอนเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์เป็นหลักก่อนจะเริ่มเพิ่มสื่อต่างๆขึ้นตามมาทีหลัง
หลายปีต่อมาเกิดความนิยมมากขึ้น เราเลยได้เปิดเป็นคณะขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (Faculty of Journalism and Mass Communication หรือที่เรียกกันจนคุ้นหูว่า JC)
ปัจจุบัน JC มีทั้งหมด 6 เอก และ ภาคอินเตอร์ ที่เรียกกันว่า BJM
แต่ละ   คณะ   สาขา   ภาควิชา   เน้นคนละด้าน
คณะนิเทศศาสตร์
บุคลิกภาพของผู้เรียน

.มีแนวคิดสร้างสรรค์

.กล้าแสดงออก   กล้าคิด   กล้าทำให้สิ่งที่ถูกต้อง

.มั่นใจในตัวเอง   มีบุคลิกภาพ   และมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

.วิสัยทัศน์กว้างไกล   ติดตามข่าวสารทุกด้าน

.มีทักษะในการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ   ฯลฯ


สาขาวารสาร

เฉียบคมในการสื่อสาร   เชี่ยวชาญเทคโนโลยี   มุ่งเน้นการเรียนแบบผสมผสาน   ทั้ง

ความรู้ด้านวารสารที่เน้นการเขียน   เรียบเรียง   และรวบรวมข้อมูลเพื่อจัด

ทำสิ่งพิมพ์   และความรู้สารสนเทศ   ที่เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีเพื่อนำไปสู่การผลิต

สื่อทั้งรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์   ที่เหมาะสมกับสังคมยุคปัจจุบัน



แต่วันนี้ผมจะมาพูดถึงสาขาวารสารศาสตร์ 



คณะนี้จะเป็นการเรียนที่เกี่ยวกับการสื่อสารทุกประเภท ทุกระดับ ไปยังบุคคลหรือมวลชนด้วยการใช้เทคนิควิชาการ เพื่อช่วยให้การสื่อสารของมนุษย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแยกเป็นสาขาต่างๆ

หลักสูตร 
จะใช้เวลาในการศึกษา 4 ปี จะเน้นทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ
1.สาขาวารสารสนเทศ จะเน้นหนักเกี่ยวกับวิทยาการและเทคโนโลยีข่าวสาร เช่น การสื่อข่าว เขียนข่าว การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่างๆรวมทั้งเครือข่ายอินเตอร์เนต การรายงานข่าวผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อคอมพิวเตอร์ รวมทั้งการออกแบบการนำเสนอผ่านสื่อพิมพ์อื่นๆ เช่น แผ่นปลิว โปสเตอร์ เป็นต้น
2.สาขาวิทยุและโทรทัศน์ ศึกษาทฤษฎีแนวคิด กระบวนการของการส่งข่าวสารหรือสื่อความหมายต่างๆโดนทางสื่อกระจายเสียงและโทรทัศน์ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการประกาศ การแสดง การเขียนบท การผลิตรายการวิทยุ การบริหารงานสถานีวิทยุและโทรทัศน์ นอกจากนี้ยังได้รับการฝึกฝนการผลิตรายการวิทยุจากห้องบันทึกเสียง ทั้งรายงานข่าว สารคดี ละคร ดนตรี
3.สาขาภาพยนตร์และภาพนิ่ง ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ศิลปะ และการสื่อความหมายของภาพนิ่งและภาพยนตร์ ผู้ศึกษาในสาขานี้จะสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์จากจินตนาการที่มีอยู่ผลิตภาพยนตร์ที่ทันสมัย นอกจากนี้จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาพนิ่ง การใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพ และการขยายภาพในห้องแล็บด้วยตนเอง
4.สาขาโฆษณา ศึกษาการทำงานด้านโฆษณาต่างๆตั้งแต่การสร้างสรรค์และการผลิตสื่อโฆษณา การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค การเขียน การวางแผน การรณรงค์เพื่อการโฆษณา ตลอดจนศึกษาถึงบทบาทของการโฆษณาในการตลาด
5.สาขาประชาสัมพันธ์ เน้นหนักเกี่ยวกับการสร้างความเข้าใจอันดี ป้องกันและแก้ไขความเข้าใจผิด คงวามขัดแย้ง ส่งเสริมและรักษาภาพลักษณ์ของสถาบัน การจัดการภาวะวิกฤต การหยั่งเสียงประชามติ ประชาพิจารณ์ ตลอดจนการสร้างสรรค์และโน้มน้าวทัศนคติที่ดีแก่ประชาชน
6.สาขาวาทวิทยา/บริหารการสื่อสาร ศึกษาพฤติกรรมการใช้ภาษาในการสื่อสารของมนุษย์ทุกระดับ เช่น การสื่อสารระหว่างบุคคล การสื่อสารหน้าที่ชุมชน การสื่อสารในองค์การ การสื่อสารทางธุรกิจ และการสื่อสารเพื่อการพัฒนาสังคม
                                                                                   



                        

                      


คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษาคณะนี้ 
มีความสามารถในการใช้ภาษาติดต่อสื่อสารทั้งด้านภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
มีความสนใจทางด้านศิลปะการสื่อความหมายประเภทต่างๆ
มีความคิดสร้างสรรค์ รักการอ่าน การเขียน มีความรู้กว้างขวาง
สนใจศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทันต่อเหตุการณ์ณ์
มีความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ตรงต่อเวลาอยู่เสมอ
กล้าแสดงออก ช่างสังเกต มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

แนวทางในการประกอบอาชีพ 
เมื่อจบในสาขาเหล่านี้สามารถทำงานในสายงานโดยตรงหรือสาขาที่เกี่ยวข้องได้ ที่เน้นหนักในด้านการผลิตเอกสาร ผลิตรายการวิทยุและโทรทัศน์ ผู้ผลิตภาพยนตร์ นักประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ธุรกิจสมาคมต่างๆ เป็นผู้วางแผนการใช้สื่อและเป็นนักโฆษณาในส่วนของสายงานวิชาชีพที่เกี่ยวข้องโดยอาชีพที่จะต้องใช้การพูด การสื่อสารเป็นปัจจัยหลัก 

 ถามว่าจบมาแล้วทำอะไร ก็ทำงานตามสาขาที่พวกเราเรียนกันมานี่แหละค่ะ นอกจากจะน้องมีธุรกิจของพ่อแม่หรืออยากเปิดธุรกิจอื่นๆขึ้นมาเอง
"ไม่มีใครหรอกนะที่เรียนมาแล้วจะตกงาน มีแต่คนที่เลือกงานเท่านั้นแหละ "
สถาบัน 
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.สยาม ม.รามคำแหง
.กรุงเทพ ม.หอการค้าไทย ม.ศรีปทุม ม.เกริก 
.เกษมบัณฑิต ม.อัสสัมชัญ ม.รังสิต 
.อีสเทิร์นเอเซีย ม.เซนต์จอห์น ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ 
เป็นต้น

เอกสารอ้างอิง  
ตะวันเอง/ อัพเดท 19 มี.ค. 52 / 20:01 /5มีนาคม 2559
นงลักษณ์พัฒน์ โตเปี้ยว / วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 / 5มีนาคม 2559